เคยสงสัยกันไหมเวลาที่เราอยากจะเรียนภาษาอังกฤษ หรือไปสมัครงาน สมัครเรียนต่อ ทำไมถึงชอบมีคำว่า 'ระดับ CEFR' โผล่มาให้เห็นอยู่บ่อยๆ? ไม่ว่าจะเป็นในเอกสารการเรียน แบบฟอร์มต่างๆ หรือแม้แต่ในคอร์สเรียนของ Winner English เองก็มีการใช้มาตรฐาน CEFR เข้ามาจัดหลักสูตรด้วยเหมือนกัน วันนี้เราจะพาทุกคนมาเจาะลึกแบบภาษาง่ายๆ ว่าสรุปแล้วไอ้เจ้า CEFR มันคืออะไรกันแน่ แบ่งระดับยังไง แล้วทำไมคนไทยอย่างเราๆ ถึงต้องทำความรู้จักกับมันเอาไว้!
CEFR คืออะไรกันแน่? — CEFR ย่อมาจาก Common European Framework of Reference for Languages หรือแปลเป็นไทยเก๋ๆ ว่า กรอบอ้างอิงทางภาษาของสหภาพยุโรป ตัวนี้คือมาตรฐานที่ใช้ประเมินและวัดความสามารถทางภาษาของเราครบทุกสกิล ทั้งฟัง พูด อ่าน และเขียนเลย
สภายุโรป (Council of Europe) เป็นคนเริ่มคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 และเริ่มใช้จริงในปี พ.ศ. 2544 จุดประสงค์หลักๆ ก็คืออยากให้มีแนวทางมาตรฐานเดียวกันในการสอนและประเมินผลภาษาที่สอง ซึ่งปัจจุบันกรอบอ้างอิงนี้ฮิตมาก ถูกใช้แพร่หลายไปทั่วโลก ทั้งในโรงเรียน รัฐบาล และบริษัทต่างๆ ความเจ๋งของ CEFR คือมันไม่ได้วัดแค่ว่าเรานั่งเรียนมาแล้วกี่ชั่วโมง แต่มันโฟกัสที่ว่า "ในชีวิตจริงเราสามารถเอาภาษานี้ไปใช้สื่อสารอะไรได้บ้าง" นั่นเอง
CEFR แบ่งระดับยังไงบ้าง? — มาตรฐานนี้เขาแบ่งระดับความเก่งภาษาออกเป็น 6 ระดับหลักๆ โดยจัดเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ Basic Users (ผู้ใช้ระดับพื้นฐาน), Independent Users (ผู้ใช้ระดับอิสระ) และ Proficient Users (ผู้ใช้ระดับคล่องแคล่ว)
กลุ่ม Basic Users — A1 (Beginner): เข้าใจและใช้ประโยคง่ายๆ ในชีวิตประจำวันได้ เช่น การแนะนำตัว สื่อสารได้ถ้าอีกฝ่ายพูดช้าๆ และชัดเจน / A2 (Elementary): เข้าใจและสื่อสารเรื่องใกล้ตัวระดับกลางๆ ได้ เช่น เรื่องครอบครัว การทำงาน การซื้อของ และอธิบายสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้
กลุ่ม Independent Users — B1 (Intermediate): สื่อสารและจับใจความสำคัญในหัวข้อที่คุ้นเคยได้ เช่น เรื่องเรียนหรือเรื่องงาน เอาตัวรอดเวลาเดินทางไปในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ / B2 (Upper Intermediate): ใช้ภาษาในระดับที่ดี คุยและเขียนได้แทบทุกเรื่องอย่างคล่องแคล่ว อ่านบทความที่ซับซ้อนเข้าใจได้
กลุ่ม Proficient Users — C1 (Advanced): เข้าใจเนื้อหาที่ยาวและซับซ้อนได้หลากหลาย ใช้ภาษาในการทำงานและเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ / C2 (Proficiency): เก่งระดับใกล้เคียงกับเจ้าของภาษา อ่านวรรณกรรมต้นฉบับได้สบายๆ และเลือกใช้ภาษาได้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์
ทำไมคนไทยถึงควรให้ความสำคัญกับ CEFR? — รู้ไหมว่ากระทรวงศึกษาธิการของไทยเรานำเอา CEFR มาใช้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาเด็กไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 แล้ว โดยตั้งเป้าหมายความสามารถทางภาษาอังกฤษของนักเรียนแต่ละระดับชั้นไว้ชัดเจนว่า จบ ป.6 ควรอยู่ที่ A1, จบ ม.3 ควรอยู่ที่ A2, จบ ม.6 หรือ ปวช. ควรอยู่ที่ B1, จบปริญญาตรีควรอยู่ที่ B2 และจบปริญญาโทหรือเอกควรอยู่ที่ C1
ไม่ใช่แค่นักเรียนเท่านั้น ฝั่งคุณครูเองก็ต้องสอบวัดระดับ CEFR ด้วย โดยครูที่ไม่ได้สอนวิชาภาษาอังกฤษต้องมีระดับ A2, ครูที่สอนภาษาอังกฤษระดับประถมต้องมีระดับ B1 และครูที่สอนภาษาอังกฤษระดับมัธยมต้องมีระดับ B2 นอกจากในโรงเรียนแล้ว การสอบวัดระดับดังๆ อย่าง IELTS, TOEIC และ TOEFL ก็นำกรอบ CEFR มาใช้เทียบเคียงคะแนนด้วย ซึ่งคะแนนพวกนี้จำเป็นมากๆ ในการสมัครเรียนต่อหรือยื่นสมัครงาน ยุคนี้ภาษาอังกฤษจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเปิดโอกาสดีๆ ให้ชีวิต
อัปสกิลภาษาอังกฤษให้ตรงตามมาตรฐาน CEFR กับ Winner English — สรุปสั้นๆ ก็คือ CEFR เปรียบเสมือน "แผนที่" ที่ช่วยให้เราวางเป้าหมายในการเรียนภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นระบบและเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าเราเก่งแค่ไหนและทำอะไรได้บ้าง สำหรับคุณพ่อคุณแม่ หรือน้องๆ วัยประถมและมัธยมต้นที่กำลังมองหาคอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ที่ได้มาตรฐาน ขอแนะนำให้รู้จักกับ Winner English เลย!
ที่ Winner English มีการออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐาน CEFR แถมยังฉีกกฎการเรียนแบบเดิมๆ ด้วยการนำระบบ Gamification และเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย ทำให้การเรียนสนุกเหมือนเล่นเกม ไม่น่าเบื่อเลยสักนิด ที่สำคัญคือเป็นการเรียนผ่านเว็บไซต์ จะใช้มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ตก็เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา สะดวกสุดๆ ใครที่อยากเก่งภาษาอังกฤษแบบก้าวกระโดด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-252-2489



